วันอังคารที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2556

บทที่ 10 กฏหมายและความปลอดภัยบนอินเทอร์เน็ต

บทที่ 10 กฎหมายและความปลอดภัยบนอินเทอร์เน็ต


ในโลกยุคปัจจุบัน คือ สังคมของสารสนเทศซึ่งสามารถสื่อสารข้อมูลข่าวสารได้อย่างอิสระโดยมีระบบเครื่อข่ายอินเตอร์เน็ตเป็นสื่อกลางในการสื่อสาร ความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีมีการพัฒนาแบบไม่หยุดยั้ง  ดังนั้น  จึงจำเป็นต้องมีกฏหมายมารองรับในการดำเนินงานด้านธุรกรรมต่าง ๆ  เพื่อความถูกต้อง   เช่น
1.     กฏหมายเทคโนโลยีสารสนเทศ
ได้มีการยกร่างกฏหมายเทคโนโลยีสารสนเทศ ทั้งหมด  6  ฉบับ  คือ
1.   กฏหมายธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์  (Electronic  Transactions Law)
2.   กฏหมายลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์  (Electronic  Signatures Law)
3.   กฏหมายอาชญากรรมคอมพิวเตอร์  (Computer  Crime Law)
4.   กฏหมายเกี่ยวกับการโอนเงินทางอิเล็กทรอนิกส์  (Electronic  Fund  Transfer Law)
5.   กฏหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล  (Data  Protection Law)
6.   กฏหมายลำดับรองของรัฐธรรมนูญ มาตรา  78  ว่าด้วยการเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานสารสนเทศอย่างทั่วถึง และเท่าเทียมกัน  (Universal  Access Law)


2.     มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์
ได้จัดแบ่งออกเป็น  4 ประเภท  คือ 
1.   มาตรการด้านเทคโนโลยี
2.   มาตรการด้านกฏหมาย
3.   มาตรการด้านความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน
4.   มาตรการทางสังคม

ภัยร้ายบนอินเตอร์เน็ต
ภัยร้ายบนอินเตอร์เน็ตที่จัดอยู่ในแบบของการล่อล่วง โดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ประกอบด้วย  (http:ictlaw.thaigov.net/ictlaws.html)  เช่น

            โปรแกรมรหัสลับ  (Encryption  Software)
 โปรแกรมนี้จะล็อกแฟ้มข้อมูลหรือข้อความไว้  เพื่อให้เปิดได้เฉพาะในหมู่ผู้ใช้ที่มีโปรแกรมคอมพิวเตอร์ชนิดเดียวกัน หรือมี “รหัสผ่าน” หรือ “Password”  ที่ใช้เปิดแฟ้มนี้  อาจเป็นชุดตัวเลขที่ตั้งขึ้นมาแบบสุ่ม  โปรแกรมชนิดนี้โดยทั่วไปนิยมใช้กันในเครื่องมืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ
                      
โปรแกรมแปลงภาพและแต่งภาพ

เทคโนโลยีด้านคอมพิวเตอร์สมัยใหม่ก่อให้เกิดสื่อด้านลามกขึ้นมากมายเพราะมีโปรแกรมคอมพิวเตอร์สำหรับใช้ในการตกแต่งภาพและแปลงภาพในรูปแบบต่าง ๆ

          อาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์

                        คือ  ไวรัสคอมพิวเตอร์  ซึ่งส่วนมากจะถูกเผยแพร่มาจากระบบเครื่อข่ายอินเตอร์เน็ตที่เราใช้กันอยู่ในปัจจุบัน  อาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ที่สร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจ  10  อันดับ  ได้แก่
1.   การทำให้ระบบไม่สามารถให้บริการได้
2.   การขโมยข้อมูลทางอินเตอร์เน็ต  โดยเฉพาะข้อมูลที่เป็นความลับต่าง ๆ
3.   การโจมตีระบบจากคนภายในองค์กร
4.   การโจมตีระบบเครื่องข่ายไร้สาย
5.   การฉ้อโกงเงิน  โดยใช้คอมพิวเตอร์แอบโอนเงินจากบัญชีผู้อื่นเข้าบัยชีตนเอง
6.   การถูกขโมยคอมพิวเตอร์  N0tebook
7.   การเข้าถึงระบบโดยไม่ได้รับอนุญาต
8.   การฉ้อโกงด้านโทรคมนาคม
9.   การใช้เว็บแอพพลิเคชั่นด้านสาธารณะในทางที่ผิด  โดยใช้คอมพิวเตอร์ แพร่ภาพ  เสียง  ลามก  อนาจาร
และข้อมูลไม่เหมาะสม
10.                     การเปลี่ยนโฉมเว็บไซต์  โดยไม่ได้รับอนุญาต


บัญญัติ  10  ประการ  ด้านความปลอดภัยของอินเตอร์เน็ต

1.   ตั้งรหัสผ่านที่ยากแก่การเดา
2.   เปลี่ยนรหัสผ่านสม่ำเสมอ เช่น ทุก 3 เดือน
3.   ปรับปรุงโปรแกรมป้องกันไวรัสตลอดเวลา
4.   ให้ความรู้แก่บุคลากรในเรื่องความปลอดภัยในการรับไฟล์  หรือการดาวน์โหลดไฟล์จากอินเตอร์เน็ต
5.   ติดตั้งระบบรักษาความปลอดภัยสำหรับเครื่อข่ายอย่างสมบูรณ์
6.   ประเมินสถานการณ์ของความปลอดภัยในเครื่อข่ายอย่างสม่ำเสมอ
7.   ลบรหัสผ่าน และบัญชีการใช้ของพนักงานที่ออกจากหน่วยงานทันที
8.   วางระบบรักษาความปลอดภัยสำหรับการเข้าถึงระบบของพนักงานจากภายนองหน่วยงาน
9.   ปรับปรุงซอฟต์แวร์อย่างสม่ำเสมอ
10. ไม่ใช้การบริการบางตัวบนเครื่อข่ายอินเทอร์เน็ตอย่างไม่จำเป็น

  วิธีการประกอบอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์

1.   Data  Diddling  คือ  การเปลี่ยนแปลงข้อมูลโดยไม่ได้รับอนุญาต
2.   Trojan Horse  คือ  การเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่แฝงไว้ในโปรแกรมที่มีประโยชน์
3.   Salami Techniques  คือ  วิธีการปัดเศษจำนวนเงิน
4.   Superzapping    เปรียบเสมือนเป็นกุญแจผี
5.   Trap Doors   เป็นการเขียนโปรแกรมที่เลียนแบบคล้ายหน้าจอปกติของระบบคอมพิวเตอร์เพื่อล่วงผู้ที่มาใช้คอมพิวเตอร์
6.   Logic Bombs   เป็นการเขียนโปรแกรมคำสั่งอย่างมีเงื่อนไขไว้
7.   Asynchronous Attack   คือ  สามรถทำงานหลาย ๆ อย่างพร้อมกัน โดยการประมวลผลข้อมูลเหล่านั้นจะเสร็จไม่พร้อมกัน
8.   Scavenging   คือ  วิธีการที่จะได้ข้อมูลที่ทิ้งไว้ในระบบคอมพิวเตอร์
9.   Data   Leakage  คือ   การทำให้ข้อมูลรั่วไหลออกไป  อาจโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม
10.         Piggybacking  วิธีการนี้สามรถทำได้ทั้งทางกายภาพ  (Physical)
11.         Impersonation   คือ  การที่คนร้ายแกล้งปลอมเป็นบุคคลอื่นที่มีอำนาจ  หรือได้รับอนุญาต
12.         Wiretapping   เป็นการลักลอบดักฟังสัญญาณการสื่อสารโดยเจตนาที่จะได้รับประโยชน์
13.         Simulation and Modeling   เป็นเครื่องมือในการวางแผนการควบคุมและติดตามความเคลื่อนไหวในการประกอบอาชญากรรม


ประเภทของอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์

            สามารถแบ่งประเภทของอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ได้   5  ประเภท   คือ
1.   พวกมือใหม่หรือมือสมัครเล่น  อยากทดลองความรู้  และส่วนใหญ่จะมิใช่ผู้ที่เป็นอาชญากรโดยนิสัย มิได้ดำรงชีพโดยการกระทำผิด
2.   นักเจาะข้อมูล (Hacker) ผู้ที่ชอบเจาะเข้าระบบคอมพิวเตอร์ของผู้อื่น
3.   อาชญากรในรูปแบบเดิมที่ใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือ
4.   อาชญากรมืออาชีพ  คนพวกนี้จะดำรงชีพจากการกระทำความผิด
5.   พวกหัวรุนแรงคลั่งอุดมการณ์หรือลัทธิ

บทที่ 9 การสนทนาออนไลน์

การสนทนาออนไลน์

การสนทนาออนไลน์
                การสนทนาออนไลน์ หรือ Internet Relay Chat (IRC) หมายถึง โปรแกรมที่ถูกสร้างมาเพื่อการสนทนาเครือข่ายอินเทอร์เน็ต โดยการพิมพ์ข้อความผ่านคีย์บอร์ดขึ้นสู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ซึ่งจะมีชื่อของผู้เล่นและข้อความแสดงขึ้นในหน้าต่างภายในจอคอมพิวเตอร์ของโปรแกรมสนทนา ให้คนอื่น ๆ ที่ร่วมสนทนาในห้องสนทนา (chat room) นั้น ๆ ได้เห็นว่า ผู้เล่นสนทนาคนอื่น ๆ สามารถเข้าสนทนาได้
บริการสนทนาออนไลน์บนอินเทอร์เน็ต เป็นการสื่อสารผ่านข้อความ เสียง และรูปภาพจาก Webcam โดยมีการโต้ตอบกันอย่างทันทีทันใด (real-time) มีลักษณะเดียวกันกับการสนทนาโดยโทรศัพท์ ต่างกันตรงที่ผู้สนทนาจะสื่อสารผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์ ในขณะเดียวกันก็สามารถส่งข้อความ ภาพ และเสียงให้กันโดยมีอินเทอร์เน็ตเป็นสื่อกลางในการส่งข้อมูล 
              การสนทนาออนไลน์มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับตัวบุคคลว่าจะใช้งาน ข้อดีที่คือการได้รู้จักผู้คนมากขึ้น ได้แนวความคิดหลากหลาย มองโลกได้กว้างขึ้นโดยที่เป็นการลดช่องว่างด้านเวลา และสถานที่ ทำให้ได้รับรู้ประสบการณ์ของผู้อื่นพร้อมกับเผยแพร่ประสบการณ์ของตัวเองที่เป็นประโยชน์ เผยแพร่และแลกเปลี่ยนความรู้ ข้อมูล ข่าวสารต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์  ส่วนข้อเสียเป็นอาการติดสนทนาออนไลน์ไม่สนใจกิจกรรมอื่นนอกจากสนทนาออนไลน์ 
                 รูปแบบการสนทนาออนไลน์ ในปัจจุบันมีคุณสมบัติพิเศษเพิ่มสีสันการสนทนามากมาย ทั้งนี้ก็เพื่อให้เกิดความแตกต่าง ความน่าสนใจ ทำให้เข้ามาสนทนาพูดคุย สามารถแบ่งรูปแบบการสนทนาออนไลน์อย่างกว้าง ๆ ได้เป็น รูปแบบด้วยกัน คือ Web Chat, Web Board และโปรแกรมสนทนาออนไลน์ Web Chat เป็นการสนทนาโดยผ่านเซิร์ฟเวอร์กลาง ซึ่งจะทำให้เกิดกลุ่มสนทนาแล้วทุกคนที่ติดต่อกับเซิร์ฟเวอร์นั้นสามารถได้รับข้อความนั้นได้พร้อม ๆ กัน หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าห้องสนทนา (chat room) เป็นการเข้าไปคุยกันในเว็บที่จัดให้บริการ เป็นการคุยตอบโต้ระหว่างกันผ่านเซิร์ฟเวอร์ โดยใช้บราวเซอร์ปกติ รูปแบบ และบรรยากาศของห้องคุยก็จะขึ้นอยู่กับผู้สร้างสรรค์เว็บบริการนั้น ๆ ว่าให้ความน่าสนใจมากน้อยเพียงใด ซึ่งแต่ละห้องจะมีคนพูดคุยพร้อม ๆ กันหลายคน

    
รูปแบบการสนทนาออนไลน์ (Chat)
การสนทนาออนไลน์ผ่านเซิร์ฟเวอร์กลาง
                เป็นลักษณะการสนทนาแบบเป็นกลุ่ม โดยผู้สนทนาจะพิมพ์ข้อความที่ต้องการสื่อสารผ่านไปยังเซิร์ฟเวอร์ และเซิร์ฟเวอร์จะส่งข้อความเหล่านั้นออกมาแสดงบนหน้าจอของทุกคนที่กำลังติดต่อกับกับเซิร์ฟเวอร์อยู่ซึ่งเราเรียกว่า ห้องสนทนา (Chat Room)
                วิธีการสนทนาออนไลน์ผ่านทางเซิร์ฟเวอร์กลาง จะมีเทคนิคเพื่อให้เลือกใช้บริการดังนี้
                1. การสนทนาออนไลน์ผ่านโปรแกรม คือ ลักษณะการสนทนาด้วยข้อความในห้องสนทนาโดยใช้โปรแกรมของแต่ละเครื่องของผู้ใช้ มีเซิร์ฟเวอร์มากมาย เช่น PIRCH,mIRC และ Comic Chat
                2. การสนทนาออนไลน์ผ่านเว็บ (Web Chat) คือ รูปแบบของการนำวิธีการทำงานบนเว็บเซิร์ฟเวอร์มาทำให้เกิดห้องสนทนา บนเว็บเพจของผู้ที่เข้าไปใช้บริการ โดยไม่ต้องมีโปรแกรมรันอยู่บนเครื่องของผู้สนทนา ปัจจุบันการสนทนาออนไลน์ผ่านเว็บได้นำเทคโนโลยี จาวา (Java) มาใช้เขียนโปรแกรม

ขั้นตอนการสนทนาแบบ Chat Room
1.พิมพ์ URL ที่ช่อง Address: htt://www.sanook.com
2.คลิกเลือกที่ คุยสด จะแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบ คือ
Java Chat ซึ่งจะต้องติดตั้งโปรแกรม Java Applet ก่อน จึงจะสามารถสนทนารูปแบบนี้ได้Classic Chat เป็นรูปแบบดั้งเดิของการสนทนาออนไลน์โดยผ่ามเซิร์ฟเวอร์ สามารถใช้งานได้ทันทีโดยไม่ต้องติดตั้งโปรแกรมใดๆเพิ่มเติม
3.เมื่อเลือก Ciassic Chat จะมีรายชื่อของห้องสนทนาต่างๆภายในเซิร์ฟเวอร์แสดงออกมาให้ผู้ใช้ได้เลือกตามควมสนใจ เพื่อจะได้เข้าไปคุยกับเพื่อนๆภายในห้องสนทนาที่มีความสนใจในเรื่องเดียวกัน
4.เมื่อเลือกห้องที่ต้องการสนทนาได้แล้ว จะปรากฎเว็บเพจในการแนะนำวิธีการ Log on เพื่อขอใช้บริการ พร้องทั้ให้พิมพ์ชื่อ และสีของข้อควมที่ต้องการใช้ระหว่างการสนทนจา เมื่อกำหนดเรียบร้อยแล้วให้คลิกที่ "เข้าห้อง"
5.เมื่อเข้าไปภายในห้องสนทนาแล้ว จะปรากฎชื่อของสมาชิกทั้งหมดภายในห้องสนทนานี้ และการสนทนาสามารถเลือกได้ว่าจะส่งข้อความถึงใคร หรือส่งถึงทุกคนภายในห้องก็ได้ แต่ขอความที่แสดงบนหน้าจอ ทุกคนที่อยู่ภายในห้องสนทนานั้นจะเห็นด้วยกันทั้งหมด
6.เมื่อเลิกผู้สนทนาที่เราต้องการส่งข้อความถึงแล้วนั้น เราก็ทำการพิมพ์ข้อความที่ต้องการจะส่งไป แล้วเลือกคลิกที่ Update ข้อความของเราจะไปปรากฎบนหฟน้าจดของทุกคนที่ใช้ห้องสนทนานี้
7.เมื่อต้องการออกจากหน้าสนทนา ให้คลิก Logoff
8.เพียงการทำงานตามขั้นตอนนี้ เราก็สามารถไปห้องสนทนายังห้องต่างๆได้โดยไม่ต้องทำการลงทะเบียนสมัครป็นสมาชิของเว็บไซต์ที่ให้บริการเหล่านั้น และเมื่อทำการ Logoff ออกจากห้องสนทนาห้องใดห้องหนึ่งแล้ว ก็สามารถที่จะเปลี่ยนไปสนทนายังห้องอื่นๆต่อไปได้อีก

การสนทนาออนไลน์โดยตรงระหว่างผู้ใช้อินเทอร์เน็ต
                การสนทนาออนไลน์รูปแบบนี้จะไม่ต้องผ่านเซิร์ฟเวอร์ เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “การรับส่งสารแบบทันทีทันใด หรือ Instant Messaging เช่นโปรแกรม ICQ,MSN Messenger, Yahoo Messenger, Windows Messenger เป็นต้น จะเป็นรูแบบของการสนทนาแบบตัวต่อตัว มิใช่ลักษณะการสนทนาในแบบห้องสนทนา
ขั้นตอนการสนทนาแบบ Chat Room
1.พิมพ์ URL ที่ช่อง Address: htt://www.sanook.com
2.คลิกเลือกที่ คุยสด จะแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบ คือ
Java Chat ซึ่งจะต้องติดตั้งโปรแกรม Java Applet ก่อน จึงจะสามารถสนทนารูปแบบนี้ได้
Classic Chat เป็นรูปแบบดั้งเดิของการสนทนาออนไลน์โดยผ่ามเซิร์ฟเวอร์ สามารถใช้งานได้ทันทีโดยไม่ต้องติดตั้งโปรแกรมใดๆเพิ่มเติม
3.เมื่อเลือก Ciassic Chat จะมีรายชื่อของห้องสนทนาต่างๆภายในเซิร์ฟเวอร์แสดงออกมาให้ผู้ใช้ได้เลือกตามควมสนใจ เพื่อจะได้เข้าไปคุยกับเพื่อนๆภายในห้องสนทนาที่มีความสนใจในเรื่องเดียวกัน
4.เมื่อเลือกห้องที่ต้องการสนทนาได้แล้ว จะปรากฎเว็บเพจในการแนะนำวิธีการ Log on เพื่อขอใช้บริการ พร้องทั้ให้พิมพ์ชื่อ และสีของข้อควมที่ต้องการใช้ระหว่างการสนทนจา เมื่อกำหนดเรียบร้อยแล้วให้คลิกที่ "เข้าห้อง"
5.เมื่อเข้าไปภายในห้องสนทนาแล้ว จะปรากฎชื่อของสมาชิกทั้งหมดภายในห้องสนทนานี้ และการสนทนาสามารถเลือกได้ว่าจะส่งข้อความถึงใคร หรือส่งถึงทุกคนภายในห้องก็ได้ แต่ขอความที่แสดงบนหน้าจอ ทุกคนที่อยู่ภายในห้องสนทนานั้นจะเห็นด้วยกันทั้งหมด
6.เมื่อเลิกผู้สนทนาที่เราต้องการส่งข้อความถึงแล้วนั้น เราก็ทำการพิมพ์ข้อความที่ต้องการจะส่งไป แล้วเลือกคลิกที่ Update ข้อความของเราจะไปปรากฎบนหฟน้าจดของทุกคนที่ใช้ห้องสนทนานี้
7.เมื่อต้องการออกจากหน้าสนทนา ให้คลิก Logoff
8.เพียงการทำงานตามขั้นตอนนี้ เราก็สามารถไปห้องสนทนายังห้องต่างๆได้โดยไม่ต้องทำการลงทะเบียนสมัครป็นสมาชิของเว็บไซต์ที่ให้บริการเหล่านั้น และเมื่อทำการ Logoff ออกจากห้องสนทนาห้องใดห้องหนึ่งแล้ว ก็สามารถที่จะเปลี่ยนไปสนทนายังห้องอื่นๆต่อไปได้อีก

บทที่ 8 การค้นหาข้อมูลบนอินเทอร์เน็ต

การค้นหาข้อมูลบนอินเทอร์เน็ต

อินเตอร์เน็ต (Internet) เป็นเครือข่ายคอมพิวเตอร์หนึ่งที่มีบทบาทสำคัญที่สุดในยุคของสังคมข่าวสารในปัจจุบันการสื่อสารผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์กำลังมีความสำคัญเพิ่มมากขึ้นเป็นลำดับ โดยมีขอบข่ายเชื่อมโยงเกือบทั่วทุกมุมโลก นอกจากนี้ยังเป็นเครือข่ายของเครือข่าย เพราะอินเตอร์เน็ตประกอบด้วย
เครือข่ายย่อยจำนวนมาก เชื่อมเข้าด้วยกัน อินเตอร์เน็ตจึงเป็นเสมือนขุมทองแห่งใหม่เพราะเป็นที่รวมของข้อมูลข่าวสารความรู้ต่าง ๆ ทำให้โลกที่กว้างใหญ่ไพศาลแคบเข้ามาอีก (สุภางค์ กุณวงษ์ และดารารัตน์ จุฬาพันธุ์. 2540 : 39) ประโยชน์ของอินเตอร์เน็ตนั้นมีมากมาย ทั้งทางด้านการศึกษา การบันเทิง การติดต่อสื่อสารทางจดหมาย การซื้อของ หรือสนุกกับการมีเพื่อนใหม่บนอินเตอร์เน็ต บริการค้นข้อมูลบนอินเตอร์เน็ต โดยใช้ search engine ก็เป็นอีกบริการหนึ่งบนอินเตอร์เน็ต (Internet) ที่เราสามารถค้นหาข้อมูลที่เราต้องการได้ (ชฎิล แก้วปลั่ง. 2543 : 3)

ประเภทของการค้นหาข้อมูล

Search Directories การค้นหาข้อมูลตามหมวดหมู่
           การค้นหาข้อมูลตามหมวดหมู่โดยมีเว็บไซต์ที่เป้นตัวกลางในการรวบรวมข้อมูลในระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ต โดยจัดข้อมูลเป็นหมวดหมู่
เพื่อให้ผู้ใช้สามารถเลือกข้อมูลตามที่ต้องการได้โดยการจัดหมวดหมู่ของข้อมูลจะจัดตามข้อมุลที่คล้ายกัน หรือเป็นประเภทเดียวกัน นำมารวบรวมไว้ในกลุ่มเดียวกัน
           ลักษณะการค้นหาข้อมูล  Search Directories จะทำให้ผู้ใช้สะดวกในการเลือกข้อมูลที่ต้องการค้นหา และทำให้ได้ข้อมูลตรงกับความต้องการ
           การค้นหาวิธีนี้ มีข้อดีคือ สามารถเลือกจากชื่อไดเร็กทอรี่ส์ที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่ต้องการค้นหา และสามารถที่จะเข้าไปดูว่ามีเว็บไซต์ใด้บ้างได้ทันที



การค้นหาโดยใช้search engines

ความหมาย/ประเภทของ Search Engine
การค้นหาข้อมูลบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตที่มีอยู่เบ็นจำนวนมาก ถ้าเราเปิดไปทีละหน้าจออาจจะต้องเสียเวลาในการค้นหา และอาจหาข้อมูลที่เราต้องการไม่พบ การที่เราจะค้นหาข้อมูลให้พบอย่างรวดเร็วจะต้องใช้เว็บไซต์สำหรับการค้นหาข้อมูลที่เรียกว่า Seaech Engine Site ซึ่งจะทำหน้าที่รวบรวมรายชื่อเว็บไซต์ต่างๆ เอาไว้ โดยจัดแยกเป็นหมวดหมู่ ผู้ใช้งานเพียงแต่ทราบหัวข้อที่ต้องการค้นหาแล้วป้อน คำหรือข้อความของหัวข้อนั้นๆ ลงไปในช่องที่กำหนด คลิกปุ่มค้นหา (หรือกดปุ่ม Enter) เท่านั้น รอสักครู่ข้อมูลอย่างย่อๆ และรายชื่อเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องจะปรากฏให้เราเข้าไปศึกษาเพิ่มเติมได้ทันที
Search Engine แต่ละแห่งมีวิธีการและการจัดเก็บฐานข้อมูลที่แตกต่างกันไปตามประเภทของ Search Engine ที่แต่ละเว็บไซต์นำมาใช้เก็บรวบรวมข้อมูล ดังนั้นการที่คุณจะเข้าไปหาข้อมูลหรือเว็บไซต์ โดยวิธีการ Search นั้น อย่างน้อยคุณจะต้องทราบว่า เว็บไซต์ที่คุณเข้าไปใช้บริการ ใช้วิธีการหรือ ประเภทของ Search Engine อะไร เนื่องจากแต่ละประเภทมีความละเอียดในการจัดเก็บข้อมูลต่างกันไป ที่นี้เราลองมาดูซิว่า Search Engine ประเภทใดที่เหมาะกับการค้นหาข้อมูลของคุณ
  หลักการค้นหาข้อมูลของ Search Enine

สำหรับหลักในการค้นหาข้อมูลของ Search Engine แต่ละตัวจะมีลักษณะที่แตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับว่าทางศูนย์บริการ
ต้องการจะเก็บข้อมูลแบบไหน แต่โดยส่วนใหญ่แล้วจะมีกลไกใน การค้นหาที่ใกล้เคียงกัน หากจะแตกต่างก็คงจะเป็นเรื่อง
ประสิทธิภาพเสียมากกว่า ว่าจะมีข้อมูล เก็บรวบรวมไว้อยู่ในฐานข้อมูลมากน้อยขนาดไหน และพอจะนำเอาออกมาบริการให้กับ
ผู้ใช้ ได้ตรงตามความต้องการหรือเปล่า ซึ่งลักษณะของปัจจัยที่ใช้ค้นหาโดยหลักๆจะมีดังนี้

      1. การค้นหาจากชื่อของตำแหน่ง URL ใน เว็บไซต์ต่างๆ

      2. การค้นหาจากคำที่มีอยู่ใน Title (ส่วนที่ Browser ใช้แสดงชื่อของเว็บเพจอยู่ทางด้าน ซ้ายบนของหน้าต่างที่แสดง

      3. การค้นหาจากคำสำคัญหรือคำสั่ง keyword (อยู่ใน tag คำสั่งใน html ที่มีชื่อว่า meta)

      4. การค้นหาจากส่วนที่ใช้อธิบายหรือบอกลักษณะ site





บทที่ 7 การโอนย้ายข้อมูลข้ามเครือข่าย

การโอนย้ายข้อมูลข้ามเครือข่าย

การโอนย้ายข้อมูลบนระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต สามารถกระทำได้ทั้งในรูปแบบของรูปภาพและประเภทไฟล์ข้อมูล มีลักษณะของการโอนย้ายข้อมูลทั้งการดาวน์โหลด และการอัพโหลด ซึ่งสามารถจัดแบ่งประเภทของโปรแกรมที่ดาวน์โหลดออกเป็น 4 ประเภท คือ แชร์แวร์ เดโมแวร์ โปรแกรมรุ่นเบต้า และโปรแกรมฟรีโดยเมื่อต้องการดาวน์โหลดไฟล์ข้อมูลจากเว็บไซต์ จะมีรายละเอียดเพื่อบอกถึงประเภทของโปรแกรม นอกจากนี้การดาวน์โหลดข้อมูลประเภทต่างๆ การอัพโหลดข้อมูลก็มีความสำคัญ ถ้าเราต้องการสร้างโฮมเพจของตนเอง ซึ่งอาจจะใช้รูปแบบของการขอพื้นที่ฟรีในการสร้างโฮมเพจจากเว็บไซต์ต่างๆ หรือการเช่าพื้นที่ในการสร้าง โฮมเพจจากผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตก็จะต้องใช้โปรแกรมช่วยในการอัพโหลดข้อมูล เช่น โปรแกรม WS-FTP

ลักษณะของการโอนย้ายข้อมูลบนอินเทอร์เน็ต
                        การดาวน์โหลด  (Download)หมายถึง การดึงข้อมูลจากคอมพิวเตอร์อีกเครื่องหนึ่งซึ่งเป็นต้นทางมาเก็บไว้ยังเครื่องของเรา โดยผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์
                การอัพโหลด  (Upload)หมายถึง การนำข้อมูลจากเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้อยู่ไปเก็บไว้ยังเครื่องคอมพิวเตอร์อีกเครื่องที่ปลายทาง โดยผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์เรียกได้ว่าตรงกันข้ามกับดาวน์โหลด

ประเภทของโปรแกรมที่ดาวน์โหลด
                แชร์แวร์ (shareware)
                 คือโปรแกรมที่ผู้เป็นเจ้าของแจกจ่ายให้ผู้ใช้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ ในลักษณะของการทดลองใช้งาน และมักมีการจำกัดความสามารถของโปรแกรมที่ใช้งานได้ ความสามารถที่ใช้งานได้ หรือ ระบบความสะดวกสบาย แชร์แวร์มักเปิดให้ดาวน์โหลดได้จากอินเทอร์เน็ตผ่านทางหน้าเวป หรือ จากแผ่นซีดีที่แถมมากับนิตยสาร หรือ หนังสือพิมพ์จุดประสงค์ของโปรแกรมแชร์แวร์ก็เพื่อ ให้ผู้ซื้อได้ทดลองใช้ตัวโปรแกรม ก่อนตัดสินใจถึงความคุ้มค่าสำหรับการซื้อสิทธิ์โปรแกรมตัวเต็ม  แชร์แวร์มักจะแจกจ่ายในรูปของโปรแกรมทดลองใช้งาน ในระหว่างช่วงเวลาที่กำหนด ที่ความสามารถบางอย่างจะใช้งานได้ต้องมีการซื้อสิทธิ์ หรือซื้อตัวโปรแกรมตัวเต็มก่อนเท่านั้น เมื่อหมดระยะเวลาของการทดลองใช้งาน ตัวโปรแกรมอาจหยุดการทำงานจนกว่าจะมีการซื้อสิทธิ์ แชร์แวร์มักไม่การให้การช่วยเหลือ การอัปเดต หรือ เมนูช่วยเหลือ ซึ่งสิ่งที่กล่าวมาทั้งหมดจะสามารถใช้งานได้ เมื่อมีการซื้อสิทธิ์ในโปรแกรมแล้ว คำที่ใช้บ่งบอกความเป็นโปรแกรมโดยมาก ได้แก่ "ทดลองฟรี"(free trial) หรือ "โปรแกรมทดลองใช้งาน"(trial version)
"แชร์แวร์"มักใช้ในความหมายที่แตกต่างจาก "โปรแกรมที่วางจำหน่าย"(retail software) ที่มักหมายถึงโปรแกรมเชิงพาณิชย์ ที่จะมีเฉพาะการจำหน่ายสิทธิ์ในตัวโปรแกรม ซึ่งจะไม่สามารถทำสำเนาให้คนอื่นได้ "โปรแกรมสาธารณะ"(public domain software)ที่หมายถึง โปรแกรมที่ไม่ถูกปกป้องด้วยสิทธิบัตร และ "ฟรีแวร์" ที่เป็นโปรแกรมที่ถูกปกป้องด้วยลิขสิทธิ์ แต่เจ้าของไม่เรียกร้องค่าตอบแทน (ในบางครั้งเจ้าของโปรแกรมอาจขอรับบริจาคจากผู้ใช้งานแทน)
เดโมแวร์  ( Demoware)
คือ โปรแกรมรุ่นทดลองใช้ มีลักษณะคล้ายกับโปรแกรมประเภท แชร์แวร์  แต่จะถูกจำกัดขอบเขตของการใช้งาน  ซึ่งโปรแกรมในรูปแบบเต็มอาจจะมีเมนูสำหรับการใช้งาน 5 เมนู แต่โปรแกรมเดโมเวร์นั้นอาจจะเปิดให้เราสามารถใช้งานเพียง 2 เมนู เป็นการใช้ทดลองใช้เพียงบางส่วนของโปรแกรม

โปรแกรมรุ่นเบต้า ( Beta Software )
                โปรแกรมรุ่นเบต้า ( Beta Software )  บางครั้งอาจจะเรียกว่า โปรแกรมรุ่น อัลฟา ( Alfa Software )ซึ่งโปรแกรมในรูปแบบนี้ จะเป็นโปรแกรมรุ่นที่ยังสร้างไม่เสร็จสมบูรณ์ ผู้ผลิตโปรแกรมมักจะนำโปรแกรมที่ยังไม่เสร็จสมบูรณ์นี้มาให้ทดลองใช้งาน และเมื่อมีปัญหาใดในการใช้งานก็ให้ผู้ใช้แจ้งไปยังผู้ผลิตเพื่อนำไปปรับปรุงแก้ไขต่อไป

โปรแกรมฟรี  (Freeware)
                บนระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ตมีโปรแกรมมากมายที่ให้บริการฟรี ซึ่งสามารถดาวน์โหลดไปใช้งานได้ หรือบางเว็บไซต์ก็จะเป็นตัวกลางที่ช่วยรวบรวมโปรแกรมฟรีเหล่านี้มาไว้ให้ผู้ใช้ได้ดาวน์โหลดได้ง่ายขึ้น ซึ่งโปรแกรมเหล่านี้อาจจะมีคุณสมบัติในการทำงานได้ดีเช่นเดียวกับโปรแกรมที่มีการซื้อขายทั่วไป เช่น โปรแกรมระบบปฏิบัติการ  Linux เป็นต้น
ขั้นตอนของการดาวน์โหลด
      สามารถจัดแบ่งรูปแบบของการดาวน์โหลดข้อมูลออกเป็น 2 ประเภท คือ

1. การดาวน์โหลดประเภทไฟล์ข้อมูล
ไฟล์ข้อมูลประกอบด้วย ไฟล์โปรแกรม ไฟล์เกม และไฟล์ประเภทอื่น ๆ อีกมากมาย
ตัวอย่าง  การดาวน์โหลดโปรแกรม Loy Dict.2005 จากเว็บไซต์ ww.kapook.com สามารถดำเนินการดาวน์โหลดได้ตามขั้นตอนต่อไปนี้
                        พิมพ์  ww.kapook.com ลงในช่อง Address
                        เลือกโปรแกรมที่ต้องการดาวน์โหลด
                        เมื่อค้นหาโปรแกรมที่ต้องการดาวน์โหลดได้เรียบร้อยแล้ว ภายในรายละเอียดของโปรแกรมจะแสดงตำแหน่งของการดาวน์โหลดเพื่อให้ผู้ใช้คลิกเลือก และโปรแกรมจะทำการดาวน์โหลดทันที
                        เมื่อคลิกที่ Download  จะแสดงหน้าต่าง File Download เพื่อให้เลือก ถ้าเราต้องการแค่เปิดข้อมูลขึ้นมาดูเท่านั้น ให้เลือก Open แต่ถ้าต้องการบันทึกเก็บไว้ในเครื่องคอมพิวเตอร์ของเราด้วยให้เลือกSave
                        เมือคลิกเลือกที่ Save เพื่อบันทึกข้อมูลที่ดาวน์โหลดเก็บไว้ในเครื่องคอมพิวเตอร์ของเรา สิ่งที่ต้องการกำหนดต่อไปคือ ตำแหน่งที่จะนำข้อมูลนี้ไปเก็บไว้ในช่อง Save in :
                        เริ่มทำการดาวน์โหลดข้อมูลมาเก็บไว้ในตำแหน่งที่กำหนดให้ โดยจะแสดงลักษณะสถานะของการดาวน์โหลดตั้งแต่เริ่มต้นจนกระทั่ง ดาวน์โหลดข้อมูลเสร็จที่หน้าต่าง File Download
                        เมื่อดาวน์โหลดข้อมูลเสร็จเรียบร้อยแล้ว ให้คลิกเลือกตรวจสอบ
          Open              :   เพื่อเปิดดูข้อมูล หรือโปรแกรมที่ได้ดาวน์โหลดไว้
          Open Folder  :   เพื่อเปิด Drive และโฟลเดอร์ที่จัดเก็บข้อมูล
          Close             :   ปิดหน้าต่างการดาวน์โหลด
                         เมื่อดาวน์โหลดข้อมูลเสร็จเรียบร้อยแล้ว  ก็สามารถนำข้อมูลเหล่านั้นไปใช้งานได้ในลำดับต่อไป

            2. การดาวน์โหลดประเภทรูปภาพ
            การดาวน์โหลดประเภทรูปภาพสามารถทำได้หลายกรณี เช่น บันทึกเป็นไฟล์ชนิดรูปภาพบันทึกเป็นภาพ Background บันทึกเป็นภาพ Desktop เป็นต้น

การจัดการข้อมูลด้วยโปรแกรม Winzip
บางครั้งไฟล์หรือโปรแกรมต่าง ๆ ที่เปิดให้ดาวน์โหลดทางอินเตอร์เน็ตนั้นมีขนาดใหญ่ จึงจำเป็นต้องบีบอัดข้อมูลให้มีขนาดเล็กก่อน เพื่อที่จะทำให้การดาวน์โหลดทำได้รวดเร็วขึ้น เราสามารถสังเกตได้ว่าไฟล์ใดใช้วิธีบีบอัดข้อมูลมา โดยดูได้จากนามสกุลของไฟล์นั้น จะมีนามสกุล . zip เมื่อดาวน์โหลดข้อมูลมาแล้วต้องทำการขยายไฟล์ข้อมูลก่อนจึงจะสามารถอ่านข้อมูล หรือนำไปใช้งานได้ โปรแกรมที่ใช้ช่วยในการขยายไฟล์ คือ โปรแกรม Winzip
        โปรแกรม Winzip จะแบ่งการทำงานออกเป็น 2 แบบ คือ
1. Winzip จะช่วยอำนวยความสะดวกเกี่ยวกับขั้นตอนในการทำงาน โดยเพียงแต่ตอบคำถามทีละขั้นตอนตามที่โปรแกรมกำหนดเท่านั้น
2. Classic แบบนี้ผู้ใช้โปรแกรมจะเป็นคนกำหนดทั้งหมดตามความต้องการใช้งาน

การขอพื้นที่สร้างโฮมเพจ
         การขอพื้นที่สร้างโฮมเพจ สามารถขอได้จากเว็บไซต์หลากหลายที่ให้บริการ ซึ่งเมื่อได้สมัครเป็นสมาชิกของเว็บไซต์เพื่อสร้างโฮมเพจแล้ว จะได้รับพื้นที่ในการจัดเก็บข้อมูล และเมื่อเราได้สร้างโฮมเพจของเราเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็สามารถที่จะทำการอัพโหลด โฮมเพจไปไว้ยังเครือข่ายอินเตอร์เน็ตได้ทันที

การโอนย้ายข้อมูลด้วยโปรแกรม WS-FTP
          โปรแกรม  WS-FTP จะช่วยให้เราสามารถอัพโหลด ( Upload ) ข้อมูลไปยังระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ตได้อย่างสะดวกรวดเร็ว ดังนั้นเราจึงได้ทำการติดตั้งโปรแกรมเพื่อใช้งาน  ดังต่อไปนี้

การติดตั้งโปรแกรม WS-FTP
1. คลิกเลือกเพื่อทำการติดตั้งโปรแกรม WS-FTP
2. เตรียมการติดตั้งโปรแกรม
3. คลิก Next เพื่อเริ่มติดตั้งโปรแกรม
4. แสดงหน้าต่างของข้อตกลง ให้คลิกเลือก I accept เพื่อยอมรับในเงื่อนไขและคลิกที่ Next
5. กำหนดตำแหน่งในการจัดเก็บโปรแกรมให้คลิกที่ Next
6. กำหนดชื่อของโฟลเดอร์ที่จะเก็บโปรแกรมให้คลิกที่ Next
7. แสดงหน้าต่าง Start Copying Files คลิกที่ Next
8. แสดงสถานะของการติดตั้งโปรแกรม
9. คลิกที่ Finish เมื่อสิ้นสุดการติดตั้งโปรแกรม
การใช้งานโปรแกรม WS-FTP
        เมื่อติดตั้งโปรแกรม WS-FTP เรียบร้อยแล้ว จะต้องกำหนดค่าเพื่อใช้งานในโปรแกรม โดยสามารถที่จะปฏิบัติได้ ดังต่อไปนี้
1. ปรากฏหน้าจอ Welcome คลิกที่ Next
2. ปรากฏหน้าจอ Site Name สำหรับกำหนดชื่อของ Site เพื่อไว้จัดเก็บข้อมูลทั้งหมดที่อัพโหลดไปยังเครื่องแม่ข่าย ( Server )  เช่นเดียวกับการกำหนดโฟลเดอร์ไว้ที่เครื่องแม่ข่าย  เช่น kulrapee  แล้วคลิกที่Next
3. ขั้นต่อมาจะปรากฏหน้าจอ Server Address เพื่อกำหนดหมายเลข IP Address ของเครื่องแม่ข่ายที่เราต้องการจะนำข้อมูลไปอัพโหลดไว้ เมื่อกำหนดเรียบร้อยแล้วให้คลิกที่ Next
4. User Name และ Password จะต้องถูกกำหนดเมื่อเราได้ขอพื้นที่ในการจัดเก็บข้อมูลของเว็บไซต์กับเว็บไซต์ที่ให้บริการ หรือผู้บริการด้านอินเตอร์เน็ต (ISP) ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบของการเช่าพื้นที่ หรือการขอพื้นที่ฟรีก็ตาม
5. Connection Type จะต้องกำหนดรูปแบบของการติดต่อให้เลือก FTP แล้วคลิกที่ Next
6. Finish จะแสดงรายละเอียดสำหรับการติดต่อกับเครื่องแม่ข่าย ( Server ) รวมทั้ง User Name และPassword ทั้งหมดที่ได้กำหนดไว้ในขั้นตอนข้างต้น แล้วคลิกที่ Finish

การอัพโหลดข้อมูล (Upload)
        หลังจากที่ได้ขอพื้นที่ในการเก็บโฮมเพจของเราผ่านทางเว็บไซต์ www.thcity.com ต่อมาก็ได้ทำการติดตั้งโปรแกรม WS-FTP รวมทั้งการกำหนดค่าเพื่อใช้งานโปรแกรม WS-FTP และขั้นตอนต่อไปคือ การอัพโหลด (Upload) ข้อมูลของโฮมเพจผ่านทางเว็บไซต์ที่ขอใช้บริการ สามารถทำตามขั้นตอนได้ ดังต่อไปนี้
1. ดับเบิ้ลคลิกที่สัญลักษณ์ของโปรแกรม WS-FTP ที่หน้าจอ Desktop
2. จะปรากฏหน้าต่างแรก คือ Tip of the Day ถ้าเราการที่จะอ่านต่อไป ให้เลือก Next Tip แต่ถ้าไม่ต้องการให้เลือก Close
3. ลำดับต่อมาจะปรากฏหน้าต่างของการอัพโหลด (Upload) ข้อมูล ซึ่งจะสังเกตได้ว่าข้อมูลที่ปรากฏในช่อง Address, User ID, Password จะปรากฏให้เราโดยอัตโนมัติ
4. จะปรากฏ Site Manager ที่ได้ตั้งไว้แล้ว ให้คลิกที่ชื่อของ Sites          Connect
5. ด้านขวามือจะปรากฏชื่อของ Site ที่ได้เลือกในการติดต่อเพื่อรอรับข้อมูลที่เราจะอัพโหลด (Upload)จากด้านซ้ายมือโดยใช้วิธีคลิกที่ลูกศรซึ่งอยู่ตรงกลางทั้งสองฝั่ง เพียงเท่านี้ก็จะเป็นการอัพโหลดข้อมูลจากเครื่องของเราไปไว้เครื่องแม่ข่ายที่เราได้ขอพื้นที่ในการจัดเก็บข้อมูลไว้
6. เมื่อคลิกที่ Connect จะสามารถเปลี่ยนแปลงการกำหนดค่าต่าง ๆ คือ
           Connection Wizard     :   การกำหนดค่าเพื่อใช้งานโปรแกรม WS-FTP
           Site Manager               :   กำหนด Site สำหรับการจัดเก็บข้อมูลในฝั่งเครื่องแม่ข่าย
7. หรือเมื่อคลิกที่ Connection Wizard เพื่อต้องการเปลี่ยนแปลงการกำหนดค่าสำหรับการใช้งานในโปรแกรม   WS-FTP

วันอังคารที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2555

บทที่ 6 จดหมายอิเล็กทรอนิกส์

จดหมายอิเล็กทรอนิกส์

จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (E-Mail) คือ การส่งข้อความหรือข่าวสารจากบุคคลหนึ่งไปยังบุคคลอื่นๆ ผ่านทางคอมพิวเตอร์และระบบเครือข่ายเหมือนกับการส่งจดหมาย แต่อยู่ในรูปแบบของสัญญาณข้อมูลที่เป็นอิเล็กทรอนิกส์ โดยเปลี่ยนการนำส่งจดหมายจากบุรุษไปรษณีย์มาเป็นโปรแกรม และเปลี่ยนจากการใช้เส้นทางจราจรคมนาคมทั่วไปมาเป็นช่องสัญญาณรูปแบบต่างๆ ที่เชื่อมต่อระหว่างเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ซึ่งจะตรงเข้ามาสู่ Mail Box ที่ถูกจัดสรรใน Server ของผู้รับปลายทางทันที

โปรโตคอลสำหรับรบส่งอีเมล
โปรโตคอลที่ใช้ในการสื่อสารข้อมูลด้านอีเมลบนระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ตประกอบด้วยSMTP


SMTP(simple message transfer protocol)ทำหน้าที่ส่งอีเมลเซิร์ฟเวอร์ของผู้ส่งไปยังเซิร์ฟเวอร์ของผู้รับจากกรณีตัวอย่าง

ในการส่งและรับอีเมลการทำงานของ application protocolDNS (Domain Name Server)



DNS (Domain Name Server )กลไกการทำงานของ DNS มีขั้นตอนอย่างง่ายๆ ดังรูปที่ 1 โดยในที่นี้จะไม่ขอกล่าวถึงรายละเอียดปลีกย่อยอื่นๆ ซึ่งมีอยู่มากและยังมีโปรโตคอลพิเศษคอยทำหน้าที่ต่างๆอยู่เบื้องหลังด้วย เช่น โปรโตคอล ARP ช่วยแปลงค่า IP address เป็นค่าฮาร์ดแวร์ เป็นต้น ตามรูปการทำงานของ DNS มีขั้นตอนที่สามารถอธิบายรายละเอียดได้ดังนี้ 

      1. เครื่องคอมพิวเตอร์ลูกข่าย (client) ที่มี domain เป็น abccompany.com ต้องการติดต่อกับเว็บไซต์ที่ชื่อ www.xyz.com ดังนั้นเครื่องไคลเอนด์นี้ จะส่งคำสั่งขอข้อมูลหมายเลข IP address ด้วยกลไก resolver ไปที่ DNS server ที่ดูแล zone ของตนอยู่ คือ domain abccompany.com ในกรณีนี้สมมุติว่าฐานข้อมูลที่มีใน DNS server ไม่มีข้อมูลหมายเลข IP address ของ www.xyz.com ทั้งนี้เพราะ DNS server ของ zone abccompany.com จะดูแลฐานข้อมูลเฉพาะเครื่องลูกข่ายตนเอง ดังนั้น DNS server นี้ก็จะส่งคำสั่งขอข้อมูลต่อไปยัง DNS server ที่อยู่ระดับบนกว่า ซึ่งได้กำหนดเอาไว้ให้เป็นเครื่อง DNS server ของบริษัทผู้ให้บริการ ISP นั่นเอง 

      2. เมื่อ DNS server ของ abc.company.com ส่งคำสั่งขอข้อมูลต่อไปยัง DNS server ของบริษัทผู้ให้บริการ ISP แล้ว เครื่อง DNS server ของ ISP ก็จะค้นหาข้อมูลจากฐานข้อมูลของตนเช่นเดียวกัน ในกรณีนี้สมมุติว่ายังไม่มีข้อมูล IP address ของ www.xyz.com อีกเหมือนกัน เครื่อง DNS server ของบริษัท ISP จะส่งคำสั่งขอข้อมูลต่อออกไปยังเครื่อง DNS server ในระดับบนขึ้นไปอีกซึ่งก็ได้มีการกำหนดไว้ว่าเป็นเครื่อง root server 

      3. เมื่อ DNS server ของ abc.company.com ส่งคำสั่งขอข้อมูลต่อไปยัง DNS server ของบริษัทผู้ให้บริการหรือ ISP แล้ว เครื่อง DNS server ของISP ก็จะค้นหาข้อมูลจากฐานข้อมูลของตนเช่นเดียวกัน ในกรณีนี้สมมุติว่ายังไม่มีข้อมูล IP address ของ www.xyz.com อีกเหมือนกัน เครื่อง DNS server ของ ISP จะส่งคำสั่งขอข้อมูลต่อออกไปยังเครื่อง DNS server ในระดับบนขึ้นไปอีก ซึ่งก็ได้มีการกำหนดไว้ว่าเป็น root server 
      4. คำสั่งขอข้อมูลถูกส่งต่อไปยัง DNS server ของ root เพราะดูแลฐานข้อมูลของ domain name ในระดับสอง (.com) 
      5. ที่ DNS root server แม้ว่าจะไม่มีข้อมูลหมายเลข IP address ของ www.xyz.com ก็ตาม แต่มีข้อมูลที่ทราบว่า DNS server ที่ดูแล zone ของ domain xyz.com อยู่ที่ใด (มีหมายเลข IP address อะไร) DNS root server ก็จะส่งข้อมูลดังกล่าวไปให้ เพราะที่เครื่อง DNS SERVER ที่ดูแล domain xyz.com จะต้องมีข้อมูลของ IP address ของ www.xyz.com อยู่แน่นอน 
      6. DNS server ของ ISP จะรับข้อมูล IP address ของเครื่อง DNS server ที่ดูแล zone ของ domain xyz.com เป็น 192.183.255.20 และแจ้งต่อไปให้ DNS server ที่รับผิดชอบ domain xyz.com อีกทีหนึ่ง ในขั้นนี้เครื่อง DNS server ของบริษัท ISP จะเก็บค่าคำตอบเอาไว้ในหน่วยความจำแคชเพื่อใช้กรณีที่มีการเรียกข้อมูลซ้ำอีกในอนาคต จะได้ส่งคำตอบไปให้เลยโดยไม่ต้องไปขอข้อมูลซ้ำอีก ค่าที่เก็บเอาไว้จะมีระยะเวลาที่ต้องปรับปรุงข้อมูลใหม่ตามค่าในฟีลด์ TTL ที่กำหนดไว้ใน resource record            
      7. DNS server ของบริษัท abccompany.com จะรับข้อมูลหมายเลข IP address ของเครื่อง DNS server ที่ดูแล zone ของ domain xyz.com ตามที่เครื่อง DNS server ของ ISP ส่งมาให้ และเก็บลงหน่วยความจำแคชของตนเองเช่นกัน เผื่อมีการเรียกใช้อีกในอนาคต แล้วส่งคำสั่งไปถามข้อมูลว่าเครื่อง www.xyz.com อยู่ที่ไหน (มีหมายเลข IP address อะไร) 
      8. DNS server ของ domain xyz.com ตรวจสอบข้อมูลและแจ้งว่าเครื่อง www.xyz.com อยู่ที่ IP address 192.186.255.26 ข้อมูลถูกส่งกลับไปให้เครื่อง DNS server ของ abccompany.com 
      9. คำตอบที่ DNS server ของ abccompany.com ได้รับจะถูกส่งต่อให้กับเครื่องไคลเอนต์ที่ต้องการและก็จัดเก็บข้อมูลลงหน่วยความจำแคชเช่นกัน 
      10. เมื่อเครื่องลูกข่ายทราบว่า www.xyz.com มีหมายเลข IP address อยู่ที่ 192.183.255.26 ก็จะติดต่อกับเครื่อง www.xyz.com โดยถ้าใช้งานเว็บก็จะสร้างการเชื่อมต่อโดยโปรโตคอล HTTP และใช้งาน port 80 เพื่อเรียกดูข้อมูลในเว็บไซต์นั้นต่อไป ตามกลไกลของ TCP/IP อาจมีผู้สงสัยว่าในการทำงานของ DNS server ทั้งหลายในเครือข่ายอินเตอร์เน็ตนั้นมีวิธีการจัดการอย่างไร ซึ่งสามารถอธิบายได้ง่ายๆ ตามขั้นตอนดังกล่าวที่ผ่านมา ซึ่งจะเห็นว่า DNS server จะถูกจัดลำดับในการดูแลฐานข้อมูลแยกกันตามกลุ่ม โดยแบ่งลำดับชั้นให้สอดคล้องกับการกำหนดชื่อ domain และในแต่ละลำดับของ DNS server นี้จะทราบว่าถ้าต้องการติดต่อขอข้อมูลจากลำดับบนขึ้นไปจะติดต่อได้จากหมายเลข IP address อะไร โดยในชั้นบนสุดเป็น root ที่จะดูแลข้อมูลของ domain ลำดับที่สองและย่อยลงไปตามชั้น และแต่ละเซิร์ฟเวอร์ที่ดูแล domain ของตนก็จะเรียกว่าเซิร์ฟเวอร์นั้นมีสิทธิ์ในการรับผิดชอบ zone ของตนเอง การลงทะเบียนขอชื่อ Domain Name แหล่งข้อมูล

รูปแบบของอีเมล และอีเมลแอดเดรส
1. รูปแบบของอีเมลรูปแบบของอินเทอร์เน็ตอีเมล จะใช้ในลักษณะของ RFC 2822 และรูปแบบของชุด RFCs (RFC 2045 ถึง RFC 2049) ซึ่งเรียกรวมว่า MIME อินเทอร์เน็ตอีเมล ประกอบไปด้วย 2 ส่วนหลักแยกจากกัน
2. 1.ส่วนหัวHeader E-mail ส่วนหัวของอีเมล กำหนดตามมาตรฐาน RFC 2822 โดยทั่วไปส่วนหัวประกอบด้วยข้อความและตามด้วยเครื่องหมาย “:” และตามด้วยข้อมูล ในแต่ละข้อมูลจะประกอบไปด้วยอย่างน้อย 4 หัวข้อ ได้แก่จาก: ที่อยู่อีเมลผู้ส่ง และอาจจะประกอบด้วย ชื่อและนามสกุลถึง: ที่อยู่อีเมลผู้รับ และอาจจะประกอบด้วย ชื่อและนามสกุล สามารถมีได้มากกว่า 1 คน แยกกันด้วย เครื่องหมาย “,”หัวข้อเรื่อง: สรุปเนื้อความของข้อมูลเพื่อให้ผู้รับสามารถเข้าใจเนื้อหาของข้อความคร่าวๆ วันที่: วันและเวลาจากเครื่องผู้ส่ง
3. 2. ส่วนเนื้อความส่วนเนื้อความของอีเมลเป็นเนื้อหาที่ต้องการสื่อสาร ลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ และอาจแนบไฟล์ไปกับเนื้อหาได้ด้วยการแบ่ง MIME แบบ multipart
4. คำถาม เรื่อง รูปแบบอีเมล1. รูปแบบของอินเตอร์เน็ตอีเมลจะใช้ในลักษณะอะไร2. โดยทั่วไปส่วนหัวประกอบด้วยอะไรบ้าง3. รูปแบบของชุดRFCs เรียกรวมว่าอะไร4. รูปแบบของอีเมลประกอบด้วยอะไรบ้าง5. รูปแบบของอีเมลแบ่งเป็นกี่ส่วน6. ส่วนหัวประกอบด้วยอะไรบ้าง7. ในแต่ละข้อมูลประกอบด้วยอะไรบ้าง8. อีเมลมีข้อดีต่อผู้ใช้บริการอย่างไร จงอธิบาย9. อีเมลมีข้อเสียต่อผู้ใช้บริการอย่างไร จงอธิบาย10. คุณคิดว่าอีเมลในปัจจุบันนั้นดีอย่างไร
5. คำตอบ เรื่อง รูปแบบอีเมล1.ใช้ในลักษณะของ RFC 2822 และรูปแบบของชุด RFCs (RFC 2045 ถึง RFC 2049) 2.ประกอบด้วยข้อความและตามด้วยเครื่องหมาย “:” และตามด้วยข้อมูล ในแต่ละข้อมูลจะประกอบไปด้วยอย่างน้อย 4 หัวข้อ ได้แก่-จาก: ที่อยู่อีเมลผู้ส่ง และอาจจะประกอบด้วย ชื่อและนามสกุล-ถึง: ที่อยู่อีเมลผู้รับ และอาจจะประกอบด้วย ชื่อและนามสกุล สามารถมีได้มากกว่า 1 คน แยกกันด้วย เครื่องหมาย “,”-หัวข้อเรื่อง: สรุปเนื้อความของข้อมูลเพื่อให้ผู้รับสามารถเข้าใจเนื้อหาของข้อความ คร่าวๆ-วันที่: วันและเวลาจากเครื่องผู้ส่งหัวข้ออื่น ๆ ได้แก่-สำเนา: (Cc, Carbon copy) ใช้สำหรับในการส่งข้อความเดียวกันให้คนอื่น3. MIME4.ส่วนหัว และ ส่วนเนื้อความ5. 2 ส่วนหลัก6.ประกอบไปด้วย 4 หัวข้อ ได้แก่-จาก: ที่อยู่อีเมลผู้ส่ง และอาจจะประกอบด้วย ชื่อและนามสกุล-ถึง: ที่อยู่อีเมลผู้รับ และอาจจะประกอบด้วย ชื่อและนามสกุล สามารถมีได้มากกว่า 1 คน แยกกันด้วย เครื่องหมาย “,”-หัวข้อเรื่อง: สรุปเนื้อความของข้อมูลเพื่อให้ผู้รับสามารถเข้าใจเนื้อหาของข้อความ คร่าวๆ-วันที่: วันและเวลาจากเครื่องผู้ส่งหัวข้ออื่น ๆ ได้แก่-สำเนา: (Cc, Carbon copy) ใช้สำหรับในการส่งข้อความเดียวกันให้คนอื่น (ในสมัยที่ใช้เครื่องพิมพ์ดีด กระดาษคาร์บอน ใช้ซ้อนในการพิมพ์จดหมาย)7.ชื่อและนามสกุล ที่อยู่ อีเมลผู้รับ8.อีเมลมีข้อดีคือ ทำให้เรามารถติดต่อสื่อสารกันแบบไร้พรมแดนและรวดเร็วทันใจ9.ในบางครั้งก็ขาด ความเป็นส่วนตัวและถ้าขาดการป้องกันที่ดีข้อมุลบางอย่างอาจรั่วไหลได้10.ทำ ให้เราสามารถติดต่อสื่อสารกับผู้อื่นได้สะดวกรวดเร็ว แบบไร้พรมแดน

ประเภทของอีเมล

เว็บไซต์ที่ให้บริการฟรีอีเมล์มีอยู่มากมาย แต่ถ้าหากจะแยกประเภทของการใช้งาน สามารถแยกออกได้เป็น 2 แบบดังนี้

E-Mail แบบ POP
เป็น E-Mail อีกชนิดหนึ่ง ที่มีความสะดวกในการใช้งาน มาก เนื่องจากสามารถเช็คเมล์ได้จาก software เช็คเมล์ใดก็ได้ แต่ผู้ใช้จะต้องทำการ setup ใช้งานเอง เช่น การเซ็ทค่า incoming mail server ค่า outgoing mail server และอื่นๆ ซึ่งจะเป็นพื้นฐานอย่างดี สำหรับท่านที่คิดจะมี web site เป็นของตัวเองในโอกาสต่อไป เนื่องจากจะมีการใช้งานเมล์แบบนี้หมด และเมื่อถึงวันนั้นก็คงจะช่วยกัน โกยเงินดอลลาร์เข้าบ้านเรามั่ง ส่วนข้อดีของเมล์แบบนี้ จะสามารถเช็คเมล์ได้รวดเร็ว สะดวก ไม่มีขยะปนมากับเนื้อหาที่สำคัญไม่ต้องเข้ามาที่ web site นี้บ่อยๆ สามารถ insert ไฟล์ได้

ลักษณะของ POP
-  ใช้โปรแกรมเฉพาะ เช่น Eudora หรือ Netscape mail เป็นต้น
-  เครื่องที่ใช้อ่าน E-Mail มักเป็นเครื่องส่วนตัว
-  มีคนนิยมใช้กันเกือบครึ่งโลก
-  บางแห่งยังให้บริการทั้ง telnet, POP และ IMAP
-  Server ที่ให้บริการมักเป็นระบบ UNIX หรือ LINUX

ข้อดี
-  อยู่ในเครื่อง อ่านเมื่อไรก็ได้
-  Offline จึงเร็ว
-  Upload ครั้งเดียว สั่ง Disconnect ได้

ข้อเสีย
-  ถ้า Download มาแล้ว จะไม่อยู่ใน server
-  ผู้ให้บริการที่มีชื่อ ดี ๆ มีน้อย
-จำกัดว่าต้อง อ่านกับเครื่องที่ setup ไว้

E-Mail แบบ WEB Based
E-Mail แบบ Web based เป็น E-Mail แบบที่เรารู้จักกันเช่น hotmail.com yahoo.com chaiyo.com หรือแม้แต่ thaiall.com ก็ยังเป็น Web based email เพราะผู้ให้บริการพอใจ ที่จะให้บริการมากกว่า POP เนื่องจากการอ่าน หรือส่ง mail ผู้ใช้บริการจะต้องเข้ามายังเว็บของผู้ให้บริการทุกครั้ง ต่างกับ pop ที่ผู้ใช้บริการ สามารถใช้โปรแกรมดูด mail ไปอ่าน โดยไม่ต้องเข้าเว็บของผู้ให้บริการแต่อย่างใด

ลักษณะของ WEB Based
-  เปิด email จากที่ใดก็ได้
-  ใช้ browser ตัวใดก็ได้ เปิดอ่าน mail
-  มีคนนิยมใช้กันเกือบครึ่งโลก
-  เช่น hotmail.com chaiyo.com หรือ thaiall.com ข้อดี

ข้อดี
-  ใช้ browser ตัวใดก็ได้ เปิดอ่าน mail
-  เปิดจากเครื่องใดก็ได้ที่ มีโปรแกรม browser
-  มักมีบริการเสริมหลายอย่างประกอบ เช่นดูด pop ได้

ข้อเสีย
-  ช้าเพราะมีระบบ graphic ใน sponsor มาก
-  บางเว็บที่ให้บริการมีปัญหาภาษาไทย
-มักช้ากว่าการเปิด mail แบบอื่น

ขั้นตอนการขอใช้บริการอีเมล

ขั้นตอนการขอใช้บริการ

1.     ทำการของบัญชีผู้ใช้งานที่สำหนักคอมพิวเตอร์(ระบบจะทำการสร้างบัญชีผู้ใช้งานจดหมายอีเล็กทรอนิกส์ที่ ๆ ต้นชั่วโมง ดังนั้น ถ้าขอบัญชีตอน 11:05 จะสามารถใช้งานได้ในเวลาประมาณ 12:10 เป็นต้น)
2.     ทำการเปลี่ยนรหัสผ่าน โดยใช้บัญชีผู้ใช้งานของสำนักคอมพิวเตอร์
1.     ทำการเปลี่ยนได้ที่ http://mail.buu.ac.th/ChangePasswd.aspx
2.     ทำการเปลี่ยนได้ที่เครื่องที่สำนักคอมพิวเตอร์ให้บริการโดยการกด Ctrl + Alt + Del แล้วเลือก Change Password
3.     เมื่อทำการเปลี่ยนรหัสผ่านแล้วจะสามารถใช้งานได้ที่ WindowsLive
1.        โดยอีเมล์จะเป็น  รหัสนิสิต@live.buu.ac.th
2.        รหัสผ่านจะเป็น   รหัสผ่านที่นิสิตกำหนดขึ้นมา
4.     สามารถดูเอกสารประกอบได้



การเขียนและการส่งจดหมาย

การเข้าถึงจดหมายจากกล่องรับจดหมาย:
- คลิ๊ก Inbox บนแถบเมนูหลัก.
- คลิ๊กบนหัวข้อของจดหมายที่คุณต้องการเปิดดู.
- วิธีการเข้าถึงจดหมายจากช่องเก็บเอกสารอื่น:
- คลิ๊ก Folders บนแถบเมนูหลัก.
- คลิ๊กที่ชื่อช่องเก็บเอกสารที่คุณต้องการเข้าถึง.
- คลิ๊กบนหัวข้อของจดหมายที่คุณต้องการเปิดดู.

คลิ๊ก Compose บนแถบเมนูหลัก.
กรองชื่ออีเมล์ของผู้รับในช่อง To . ต้องกรองอีเมล์อย่างน้อย1ชื่อในช่อง.
(ข้อกำหนดเพิ่มเติม)  กรอกชื่ออีเมล์ของผู้รับท่านอื่นเพิ่มเติมในช่อง Cc และ Bcc .  
(ข้อกำหนดเพิ่มเติม)  กรอกชื่อหัวข้อจดหมายในช่อง Subject .
เขียนข้อความจดหมายของคุณลงในช่องขนาดใหญ่.
คลิ๊ก Send Message เมื่อคุณเสร็จสิ้นการเขียนข้อความของคุณข้อความยืนยันการส่งจะแสดงขึ้นมาหลังจากจดหมายได้ถูกส่งออกเรียบร้อยแล้ว.
การเขียนจดหมายใหม่
กรอกที่ตั้งพร้อมชื่อไฟล์ที่ต้องการจะแนบในช่อง Attach .




หากคุณไม่ทราบที่ตั้งของไฟล์. ให้คลิ๊กปุ่ม Browse ซึ่งอยู่ถัดจากช่อง Attach . หน้าต่างวินโดว์จะแสดงขึ้นมาเพื่อให้ค้นหา.

เปิดช่องเอกสารซึ่งบรรจุแฟ้มที่คุณจะแนบ.  กดบนแฟ้ม.  ชื่อของแฟ้มจะปรากฏโดยอัตโนมัติในช่อง File name .
คลิ๊ก Open.  หน้าต่างวินโดว์จะปิดลงไปและชื่อไฟล์ที่จะแนบจะแสดงขึ้นในช่อง Attach .
คลิ๊ก Send Message.
*บันทึก: สามารถแนบไฟล์ขนาดใดก็ได้. อย่างไรก็ตาม, พื้นที่เก็บจดหมายของคุณจะจำกัดอยู่ที่ 6MB.  จดหมายที่ถูกส่งออกทั้งหมดจะถูกเก็บอยู่ในช่องเอกสารส่ง.  การแนบไฟล์ใหญ่ๆอาจจะทำให้พื้นที่ในช่องเอกสารส่งจดหมายของคุณไม่เพียงพอ.  คุณสามารถเลือกที่จะไม่เก็บรักษาจดหมายส่งออกได้โดยการตั้งค่าการใช้งาน.

เปิดจดหมาย
คลิ๊ก Reply เพื่อตอบกลับถึงเจ้าของจดหมายเท่านั้นคลิ๊ก Reply All เพื่อตอบกลับให้ผู้รับทั้งหมดที่อยู่ในจดหมาย.ข้อความใหม่จะปรากฏพร้อมกับข้อความที่เป็นต้นฉบับ.  ใส่หัวเรื่องจดหมายใหม่ที่ช่อง Subject .
เขียนจดหมายที่ต้องการส่งและคลิ๊ก Send Message.
เปิดจดหมายขึ้นมา.
คลิ๊ก Forward.
ข้อความใหม่จะปรากฏพร้อมกับข้อความต้นฉบับ และหัวเรื่องจะแสดงในช่อง Subject .
กรอกที่อยู่อีเมล์ที่คุณต้องการจะส่งจดหมายต่อจะต้องกรอกที่อยู่อีเมล์อย่างน้อย1ชื่อ.
เขียนข้อความของคุณ.
คลิ๊ก Send Message.
Cc (ก๊อปปี้คาร์บอน)


กรอกที่อยู่อีเมล์ของผู้รับลงในช่อง Cc .  ผู้รับทั้งหมดจะเห็นที่อยู่ในส่วน Cc .

Bcc (ก๊อปปี้คาร์บอนแบบซ่อน)


กรอกที่อยู่อีเมล์ของผู้รับที่ลงในช่อง Bcc . ผู้รับอื่นจะไม่เห็นที่อยู่ในส่วน Bcc.


องค์ประกอบภายในกล่องจดหมาย
หน้ากล่องจดหมาย ซึ่งประกอบด้วยฟังก์ชั่นมากมาย มีองค์ประกอบที่สำคัญดังนี้
  เมนูด้านซ้ายกดลิงค์ กล่องจดหมาย ที่เมนูด้านซ้าย เมนูด้านซ้ายนี้เป็นส่วนที่เป็นโครงสร้างของบัญชีในการจัดเก็บข้อมูล นอกจากกล่องจดหมาย แล้วยังมีกลุ่มของจดหมายดังนี้
o   ติดดาวคือรายการจดหมายที่เลือกให้ติดดาวไว้เพื่อจัดแยกหมวดหมู่ของจดหมาย
o   การแชทคือรายการการสนทนาผ่าน Google Talk ที่ผ่านมาแล้ว
o   จดหมายที่ส่งแล้วคือรายการจดหมายที่ถูกส่งออกไปแล้ว
o   ร่างจดหมายคือรายการจดหมายที่เขียนและบันทึกเป็นร่างจดหมายไว้
o   จดหมายทั้งหมดคือรายการจดหมายทั้งหมดรวมทั้งที่เก็บลงฐานข้อมูล(Archive)ไว้ด้วย
o   จดหมายขยะคือรายการจดหมายที่ถูกตรวจสอบจากระบบว่าเป็น SPAM
o   ถังขยะคือรายการจดหมายที่ถูกลบ
·         การค้นหาแบ่งออกเป็น 2 แบบ ดังนี้
o   ค้นหาจดหมายสามารถใช้ฟังก์ชั่นเพื่อค้นหาจดหมายได้โดยใส่ข้อความที่เฉพาะเจาะจงในการค้นหาแล้วกดปุ่ม ‘ค้นหาจดหมาย
o   ค้นหาในเว็บสามารถใช้ฟังก์ชั่นเพื่อค้นหาข้อมูลในเว็บได้โดยใส่ข้อความที่เฉพาะเจาะจงในการค้นหาแล้วกดปุ่ม ‘ค้นหาในเว็บ

การอ่านจดหมาย
การอ่านจดหมาย

เมนู INBOX

    หน้าจอแรกที่ปรากฏคือ INBOX เป็นส่วนที่แสดงรายการจดหมายที่ได้รับ หากหน้าจอของท่านไม่แสดง INBOX ท่านสามารถเปิดหน้าต่างของ INBOX โดยคลิกที่ มุมบนซ้ายของหน้าต่าง
2.1 รายละเอียดต่าง ๆ ของรายการจดหมายใน INBOX มีดังนี้

สัญลักษณ์ใน inbox

Date แสดงวันที่ที่ส่งจดหมาย

From แสดงชื่อผู้ส่งจดหมาย

Subject แสดงหัวเรื่องของจดหมาย

Size แสดงขนาดของจดหมาย
หมายถึง จดหมายที่ตอบแล้ว
หมายถึึง จดหมายที่ยังไม่ได้อ่าน
หมายถึง มีแฟ้มข้อมูลส่งมากับจดหมายด้วย
หมายถึง ช่องระบุความต้องการเลือกจดหมายฉบับนั้น
  •  หากต้องการอ่านจดหมายฉบับใดให้คลิกที่ชื่อผู้ส่งหรือหัวเรื่องของจดหมายฉบับนั้น
เนื้อหาของจดหมายฉบับนั้นจะปรากฏขึ้นดังตัวอย่าง


การตอบจดหมายกลับ

ขั้นตอนการตอบกลับจดหมาย
1. เปิดอ่านจดหมายฉบับที่ต้องการจะตอบจดหมายกลับ


2. อ่านจดหมาย
หลังจากที่คลิกเปิดจดหมาย ก็ทำการอ่านจดหมายของผู้ที่ส่งมาให้เรา โดยหน้าจอของเนื้อหาจดหมายจะแสดงรายละเอียดของจดหมาย คือ จะอธิบายว่าส่งมาจากใคร ถึงใคร หัวข้อเรื่องของจดหมายว่าอะไร หากมีการแนบไฟล์มากับจดหมายก็จะแสดงให้ทราบว่าแนบไฟล์ชื่ออะไรมาด้วย และจะแสดงรายละเอียดเนื้อหาจดหมาย ดังภาพ

3. การตอบกลับจดหมาย


 คำแนะนำ : การตอบกลับจดหมายควรลบรายละเอียดของเนื้อหาจดหมายของผู้ที่ส่งมาให้เราเสียก่อน จากนั้นค่อยพิมพ์เนื้อหาจดหมายที่เราจะส่งตอบกลับจดหมายไป


การส่งต่อจดหมาย
 การส่งต่อจดหมาย
ท่านสามารถส่งต่อจดหมายที่ท่านได้รับไปให้บุคคลอื่นได้ โดยสามารถทำได้ 2 แบบ ได้แก่
  • ส่งต่อจดหมายแบบ Redirect หมายถึง การส่งต่อจดหมายโดยคงชื่อผู้ส่งเดิมไว้
  • ส่งต่อจดหมายแบบ Forward หมาย ถึง การส่งต่อจดหมายโดยใช้ชื่อผู้ส่งต่อ เนื้อหาของจดหมายที่ส่งต่อสามารถถูกดัดแปลง แก้ไข เพิ่มเติม หรือถูกลบออกโดยผู้ส่งต่อได้
5.1 ส่งต่อจดหมายแบบ Redirect ( จดหมายที่คงชื่อผู้ส่งจดหมายคนเดิม)
5.1.1 คลิกที่ Redirect

5.1.2 พิมพ์ที่อยู่อีเมลของผู้รับ

5.1.3 คลิกที่ Send Message เพื่อส่งจดหมาย

5.2 การส่งจดหมายแบบ Forward (ชื่อผู้ส่งต่อจดหมายเป็นชื่อผู้ส่งจดหมาย)

5.2.1 คลิกที่ Forward

5.2.2 พิมพ์ชื่อที่อยู่อีเมลของผู้รับ ผู้ส่งสามารถเพิ่มเติมข้อความหรือ ลบข้อความตามที่ต้องการก่อนส่งต่อจดหมายได้

5.2.3 คลิกที่ Send Message เพื่อส่งจดหมาย



การลบจดหมาย

เมื่อท่านใช้บริการรับส่งจดหมาย e-Mail มาถึงระดับหนึ่ง จดหมายจะเต็มกล่องเก็บจดหมาย เมื่อจดหมายเต็มกล่องเก็บแล้วจะส่งผลให้โปรแกรม  Mail ไม่ทำงาน การจัดการลบจดหมายจึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างหนึ่ง ขั้นตอนการลบจดหมายมีดังนี้

ขั้นตอน

1. คลิกที่ Inbox เมื่อคลิกแล้วจะได้กรอบ Inbox ดังภาพ

2. จากนั้นคลิกเครื่องหมายถูกที่กรอบสี่เหลี่ยม ดังภาพ แล้วคลิกปุ่ม Delete ตามลำดับ


3.จดหมายก็จะถูกลบออกจากกล่อง Inbox จดหมายที่ถูกลบออกไปจะถูกนำไปเก็บที่ Trash Can และจะถูกลบโดยอัตโนมัติต่อไป นั้นหมายความว่าหากท่านลบจดหมายผิด ท่านยังสามารถกู้จดหมาย จากกล่อง Trash Can นี้ได้ โดยการ คลิกที่ Trash Can แล้วคลิกเครื่องหมายถูกในกรอบสี่เหลี่ยมหน้าจดหมายที่ต้องการกู้ จากนั้นมาคลิกที่เมนู Recover to Folder แล้วเลือกกล่องจดหมายที่ต้องการกู้ไปเก็บไว้ ดังภาพ



การกู้จดหมายกลับคืน

1.คลิกที่Trash


2.คลิกเลือกที่จดหมายที่ต้องการกู้

3.คลิกที่Moveเพื่อกำหนดสถานที่ที่จะนำจดหมายจากถังขยะไปเก็บไว้

4.(NewFolder)ให้สร้างโฟลเดอร์ไหม่ที่ต้องการเก็บจดหมาย
5.Inboxให้นำจดหมายไปเก็บไว้ในกล่องจดหมายเข้า
6.ถ้าต้องการลบจดหมายก็เพียงแต่คลิกที่จดหมายแล้วคลิกที่Delete